หน้าแรก / ข่าวสารและบทความ / ทำไมคุณถึงรู้สึกเหนื่อยง่าย?
ทำไมคุณถึงรู้สึกเหนื่อยง่าย?
31 March 2026

อาจเกี่ยวข้องกับสารอาหารที่ได้รับไม่เพียงพอ และพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน

Why Do You Feel Tired Easily?

ความเหนื่อยล้า: เรื่องใกล้ตัวที่มักแก้ไขได้

หลายคนเคยมีคำถามว่า ทำไมถึงยังรู้สึกเหนื่อย ทั้งที่นอนหลับเต็มอิ่มแล้ว ความจริงคืออาการแบบนี้พบได้บ่อยมาก และไม่ได้เกิดกับคุณคนเดียว ความเหนื่อยล้าไม่ได้ส่งผลแค่ความรู้สึกเท่านั้น แต่ยังกระทบไปถึงอารมณ์ สมาธิในการทำงาน รวมถึงความสัมพันธ์กับคนรอบตัวอีกด้วย แม้หลายคนจะมองว่าสาเหตุหลักมาจากความเครียดหรือการนอนน้อย แต่ในทางวิทยาศาสตร์พบว่า ความเหนื่อยล้ามักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยเฉพาะ “การได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ” และ “พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน” ที่ค่อย ๆ ทำให้พลังงานในร่างกายลดลงโดยไม่รู้ตัว


ภายในร่างกายของเรามีโครงสร้างขนาดเล็กที่เรียกว่า “ไมโทคอนเดรีย” ซึ่งทำหน้าที่ผลิตพลังงานให้เซลล์ เปรียบเหมือนโรงงานเล็ก ๆ ที่ต้องอาศัยวิตามินและแร่ธาตุเป็นวัตถุดิบ หากสารอาหารเหล่านี้ไม่เพียงพอ ระบบการสร้างพลังงานก็จะทำงานได้ไม่เต็มที่ เมื่อรวมกับปัจจัยอย่างการนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ หรือความเครียดสะสม ก็ยิ่งทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนล้าได้ง่ายขึ้น


ข่าวดีคือ ปัจจัยเหล่านี้ส่วนใหญ่สามารถปรับเปลี่ยนได้ บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจว่า ร่างกายต้องการสารอาหารอะไรบ้างเพื่อคงระดับพลังงาน และพฤติกรรมแบบใดที่ควรปรับ เพื่อช่วยให้คุณกลับมารู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้อีกครั้ง โดยเรียบเรียงจากงานวิจัยที่เชื่อถือได้ และนำเสนอในรูปแบบที่นำไปใช้ได้จริง


หัวข้อต่าง ๆ

  1. สารอาหารที่เกี่ยวข้องกับอาการอ่อนเพลียที่คุณอาจมองข้าม
  2. พฤติกรรมที่ควรปรับ หากคุณรู้สึกเหนื่อยง่าย
  3. อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์
  4. แนวทางการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเหมาะสม


สารอาหารที่เกี่ยวข้องกับอาการอ่อนเพลียที่คุณอาจมองข้าม

ลองนึกถึงร่างกายเหมือนรถยนต์ ต่อให้เครื่องยนต์ยังทำงานได้ดี แต่ถ้าไม่มีน้ำมันหรือของเหลวที่จำเป็น รถก็ไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ เช่นเดียวกัน ร่างกายของเราต้องอาศัยวิตามินและแร่ธาตุอย่างต่อเนื่อง เพื่อเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงานที่นำไปใช้ได้จริง เมื่อสารอาหารเหล่านี้ไม่เพียงพอ ความเหนื่อยล้าจะค่อย ๆ เกิดขึ้น ไม่ใช่เพราะคุณขี้เกียจ แต่เป็นเพราะ “ระดับเซลล์” กำลังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ

  1. สารอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังงานให้กับร่างกาย: วิตามินบี

วิตามินบีเปรียบเสมือนตัวช่วยสำคัญในกระบวนการสร้างพลังงานของร่างกาย ทำหน้าที่เปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ให้กลายเป็น ATP ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ หากร่างกายขาดวิตามินบี เช่น B1, B2, B3, B5, B6 โฟเลต หรือ B12 กระบวนการผลิตพลังงานจะช้าลง ส่งผลให้เกิดอาการเหนื่อยล้า สมองไม่โปร่ง หรือรู้สึกไร้เรี่ยวแรง งานวิจัยมากมายเผยว่า ผู้ที่ได้รับวิตามินบีไม่เพียงพอมักมีอาการอ่อนเพลีย นอกจากนี้ ยังพบว่าการได้รับวิตามินบีช่วยให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น

  1. ธาตุเหล็ก: ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอ

ธาตุเหล็กมีบทบาทสำคัญในการสร้างฮีโมโกลบิน ซึ่งเป็นโปรตีนในเม็ดเลือดที่ทำหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ เมื่อร่างกายได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ กล้ามเนื้อและสมองจะได้รับออกซิเจนน้อยลง ทำให้รู้สึกอ่อนล้าได้ง่าย ภาวะขาดธาตุเหล็กและโลหิตจางจึงเป็นสาเหตุสำคัญของความเหนื่อยล้า โดยเฉพาะในผู้ที่มีประจำเดือนมาก หรือผู้ที่รับประทานอาหารมังสวิรัติ ควรพิจารณาปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจระดับธาตุเหล็กก่อนใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

  1. แมกนีเซียม: ตัวช่วยที่มักถูกมองข้าม

แมกนีเซียมอาจไม่ได้ถูกพูดถึงบ่อยเท่าธาตุเหล็ก แต่มีบทบาทสำคัญในกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกายอย่างมาก รวมถึงช่วยคงเสถียรภาพของ ATP และสนับสนุนการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาทให้สมดุล เมื่อระดับแมกนีเซียมต่ำ อาจส่งผลให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง เป็นตะคริว หรือออกกำลังกายได้น้อยลง ซึ่งล้วนมีส่วนทำให้รู้สึกอ่อนเพลียได้ง่ายขึ้น

  1. สารอาหารอื่น ๆ : ซิงค์ วิตามินซี และวิตามินดี

ซิงค์ มีส่วนช่วยในการทำงานของเอนไซม์และระบบภูมิคุ้มกัน การได้รับไม่เพียงพออาจเกี่ยวข้องกับอาการอ่อนเพลีย วิตามินซี มีบทบาทด้านสารต้านอนุมูลอิสระ และเกี่ยวข้องกับการสร้างคาร์นิทีน ซึ่งสำคัญต่อการเผาผลาญพลังงาน บางการศึกษาพบว่าสามารถช่วยลดความรู้สึกเหนื่อยล้าได้ในบางกลุ่ม วิตามินดี นอกจากช่วยเรื่องกระดูก ยังมีผลต่อการทำงานของกล้ามเนื้อและการอักเสบ ซึ่งมีผลต่อความรู้สึกเหนื่อยล้าเช่นกัน

  1. ตัวช่วยเสริมพลังงาน: CoQ10 และ NADH

CoQ10 และ NADH เป็นสารที่ช่วยสนับสนุนการสร้างพลังงานในระดับเซลล์ โดยทำงานร่วมกับไมโทคอนเดรียในการผลิตพลังงานให้ร่างกาย ในบางภาวะ โดยเฉพาะอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง การเสริมสารทั้งสองชนิดนี้อาจช่วยให้อาการดีขึ้นได้บ้าง อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล


20260331_161254_asthma-respiratory-relieving-food-rich-in-vitamin-2026-03-10-01-03-38-utc-1-1.webp


พฤติกรรมที่ควรปรับ หากคุณรู้สึกเหนื่อยง่าย

สารอาหารเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการเท่านั้น อีกครึ่งหนึ่งมาจาก “พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน” ที่อาจช่วยเติมพลังให้ร่างกาย หรือค่อย ๆ บั่นทอนพลังงานโดยไม่รู้ตัว งานวิจัยในช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 พบว่า การนอนหลับที่ไม่มีคุณภาพ ความวิตกกังวลที่สูง และภาระทางความคิดที่มาก ล้วนมีความสัมพันธ์กับอาการอ่อนเพลียอย่างชัดเจน และแม้เวลาจะผ่านไป ปัจจัยอย่างความเครียดและภาระงานก็ยังคงส่งผลต่อความเหนื่อยล้าอยู่

  1. การนอนหลับ: แหล่งฟื้นฟูพลังงานตามธรรมชาติ

การนอนหลับไม่ใช่แค่การพักผ่อน แต่เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายซ่อมแซมและปรับสมดุลตัวเอง หากคุณนอนหลับไม่เป็นเวลา หรือคุณภาพการนอนไม่ดี แม้จะนอนครบชั่วโมงก็อาจยังรู้สึกเหนื่อยได้ งานวิจัยพบว่ารูปแบบการนอนที่ถูกรบกวนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดความอ่อนเพลีย โดยเฉพาะในช่วงที่มีความเครียดสูง การปรับเวลานอนให้สม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงหน้าจอก่อนเข้านอน และจัดสภาพแวดล้อมให้มืดและเย็นสบาย อาจช่วยให้การนอนมีคุณภาพมากขึ้น

  1. เคลื่อนไหวร่างกาย ช่วยเพิ่มพลังงาน

แม้อาจฟังดูขัดแย้ง แต่การออกกำลังกายเป็นหนึ่งในวิธีที่ช่วยเพิ่มพลังงานได้ดี มีการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีพฤติกรรมการออกกำลังกายสม่ำเสมอและมีสมรรถภาพร่างกายที่ดี มักรายงานอาการเหนื่อยล้าน้อยกว่า ในขณะที่ผู้ที่นอนหลับไม่ดีหรือไม่รับประทานอาหารเช้ามีแนวโน้มจะรู้สึกอ่อนเพลียมากกว่า แม้เป็นเพียงการเดินสั้น ๆ หรือออกกำลังกายเบา ๆ ก็สามารถช่วยให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นได้

  1. จัดการภาระทางความคิด

สมองก็เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ใช้พลังงานอย่างต่อเนื่อง การต้องรับมือกับหลายอย่างพร้อมกัน หรือมีความกังวลสะสม อาจค่อย ๆ ทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าโดยไม่รู้ตัว มีข้อมูลที่ชี้ว่า ความเครียดและภาระทางความคิดเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับอาการอ่อนเพลีย การเว้นช่วงพักระหว่างวัน หายใจลึก ๆ เป็นระยะ หรือจัดการงานให้เป็นลำดับ อาจช่วยลดความตึงเครียดและทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นได้

  1. ไม่ควรละเลยมื้อเช้า

การข้ามมื้อเช้าอาจทำให้รู้สึกเหนื่อยล้าได้ง่ายขึ้น ในทางกลับกัน การรับประทานอาหารเช้าที่มีทั้งโปรตีนและใยอาหารจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้น และลดอาการอ่อนล้าระหว่างวันได้

  1. จัดสมดุลระหว่างงานและการพัก

การทำงานต่อเนื่องโดยไม่พัก อาจทำให้ความเหนื่อยล้าค่อย ๆ สะสมโดยไม่รู้ตัว การมีช่วงพักระหว่างวันอย่างเหมาะสม รวมถึงการลุกขึ้นขยับร่างกายเป็นระยะ จะช่วยให้รู้สึกมีพลังมากขึ้นตลอดวัน


อาการแบบไหนที่ควรไปพบแพทย์

หากความเหนื่อยล้ายังคงเป็นต่อเนื่อง หาสาเหตุไม่ชัดเจน หรือเริ่มรุนแรงขึ้น การปรึกษาแพทย์อาจช่วยให้เข้าใจสาเหตุได้มากขึ้น แพทย์อาจพิจารณาตรวจหาปัจจัยที่เกี่ยวข้อง เช่น ภาวะโลหิตจาง ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ การติดเชื้อ หรือโรคเรื้อรังบางชนิด โดยเฉพาะหากอาการเป็นนานหลายสัปดาห์ หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น น้ำหนักลด มีไข้ หรือปวดผิดปกติ ก็ควรเข้ารับการตรวจอย่างเหมาะสม


20260508_153748_concerned-doctor-consults-with-patient-in-office-2026-03-13-05-31-07-utc.webp



แนวทางการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอย่างเหมาะสม

ความเหนื่อยล้าอาจเกิดได้ทั้งจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน หรือการได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ ดังนั้นจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือการดูแลพื้นฐานของร่างกายให้สมดุล ทั้งการนอนหลับให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และหาเวลาผ่อนคลายเพื่อลดความเครียด


ควรรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วน เพื่อช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอหากคุณรู้สึกเหนื่อยง่ายอยู่บ่อย ๆ อาจลองสังเกตพฤติกรรมของตัวเองในช่วง 1 สัปดาห์ เช่น เวลานอน อาหารที่รับประทาน หรือระดับความเครียด เพื่อดูว่ามีรูปแบบอะไรที่ส่งผลต่อพลังงานของร่างกายบ้าง วิธีนี้อาจช่วยให้คุณมองเห็นจุดเล็ก ๆ ที่ปรับได้ง่าย เช่น เข้านอนให้เร็วขึ้น หรือเริ่มต้นวันด้วยมื้อเช้าที่มีประโยชน์ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในบางกรณี โดยเฉพาะเมื่อเลือกใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการของร่างกาย อย่างไรก็ตาม จะเห็นผลได้ดีเมื่อใช้ควบคู่ไปกับการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างสม่ำเสมอ


สำหรับวิตามินบางชนิด เช่น กลุ่มวิตามินบี ร่างกายอาจดูดซึมและสะสมได้จำกัด แม้จะได้รับในปริมาณมาก การเสริมในรูปแบบที่เหมาะสม เช่น วิตามินเสริมหรือเครื่องดื่มโภชนาการ จึงอาจช่วยให้ร่างกายได้รับสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


อ้างอิง

  1. Tardy A‑L, Pouteau E, Marquez D, Yilmaz C, Scholey A. Vitamins and Minerals for Energy, Fatigue and Cognition: A Narrative Review of the Biochemical and Clinical Evidence. Nutrients. 2020;12(1):228. https://www.mdpi.com/2072-6643/12/1/228?utm_campaign=DSL_sv
  2. Barnish M, Sheikh M, Scholey A. Nutrient Therapy for the Improvement of Fatigue Symptoms. Nutrients. 2023;15(9):2154. https://www.mdpi.com/2072-6643/15/9/2154?utm_campaign=CHD_best-supplements-for-energy
  3. Charonitis M, Requier F, Guillemin C, et al. The Influence of Changes in Daily Life Habits and Well‑Being on Fatigue Level During COVID‑19 Pandemic. Psychologica Belgica. 2024;64(1):85–107. PMCID: PMC11259104. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC11259104/pdf/pb-64-1-1259.pdf
  4. Yamada T, Demura S. Influence of exercise habits and physical fitness level on subjective fatigue symptoms in adolescents. Human Performance Measurement. 2012;9:1–8. https://www.jstage.jst.go.jp/article/hpm/9/0/9_1/_pdf
  5. Maisel P, Baum E, Donner-Banzhoff N. Fatigue as the chief complaint – Epidemiology, causes, diagnosis, and treatment. Dtsch Arztebl International. 2021;118(33–34):566–576. https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC8579431/pdf/Dtsch_Arztebl_Int-118_0566.pdf
  6. Menting J, Tack CJ, Bleijenberg G, Donders R, Droogleever Fortuyn HA, Fransen J, et al. Is fatigue a disease-specific or generic symptom in chronic medical conditions? Health Psychology. 2018;37(6):530–543. https://www.researchgate.net/publication/325334581


แนะนำ
onsen
บทความ
แช่ออนเซ็นให้อุ่นกายแถมผ่อนคลายจิตใจ

5 ออนเซ็นชื่อดังในญี่ปุ่นที่ควรไปให้ได้สักครั้งการแช่ออนเซ็นถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อความผ่อนคลายยอดนิยมของคนญี่ปุ่นที่ผสมผสานทั้งสุขภาพ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมไว้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นการแช่ในบ่อในร่มที่เงียบสงบ หรือแช่ในบ่อกลางแจ้ง (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า rotenburo) ท่ามกลางหิมะโปรยปราย การได้แช่น้ำร้อนที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุเปรียบเสมือนการรีเซ็ตทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่แปลกเลยที่ “ออนเซ็น” จะกลายเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกมานานหลายศตวรรษ ที่สำคัญ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับว่าทำไมการแช่น้ำร้อนถึงให้ความรู้สึกดีขนาดนั้นด้วยนะ

18 November 2025
Healthcare by Alinamin Pharmaceutical